รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)เปิดเผยว่า ตามที่นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาฯคปภ.ในฐานะนายทะเบียนได้มีการออกคำสั่งนายทะเบียน 45/2564 เรื่องการใช้เอกสารประกอบการจ่ายผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย(Covid-19) สำหรับบริษัทประกันชีวิต และคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2564 เรื่องการใช้เอกสารประกอบการจ่ายผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย Covid-19 สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย โดยกำหนดให้บริษัทประกันภัยใช้เอกสารการตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid-19 ) ซึ่งสามารถยืนยันตัวตนของผู้ที่ได้รับการตรวจหาเชื้อได้ จากห้องปฎิบัติการที่ผ่านการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยวิธี RT-PCR แทนใบรายงานหรือรับรองจากแพทย์ สำหรับการจ่ายผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย Covid-19 กรณีผู้เอาประกันภัยเจ็บป่วยหรือตรวจพบเชื้อโควิด-19 เป็นจำนวนเงินที่กำหนดไว้แบบเจอ-จ่าย-จบ

       ทั้งนี้หลังจากกรณีคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวได้มีผลบังคับใช้ออกไปแล้วนั้น ยังปรากฏว่า มีบริษัทประกันจำนวนหลายบริษัทยังฝ่าฝืนคำสั่งนายทะเบียน โดยไม่ปฎิบัติให้เป็นไปตามคำสั่ง แต่กลับยังประวิงเวลาในการจ่ายสินไหม โดยลูกค้าที่เอาประกันโควิดเจอจ่ายจบได้เข้าร้องเรียนกับคปภ.จำนวนมากว่า เมื่อผู้เอาประกันได้นำใบรับรองแพทย์ไปขอตั้งเบิกกับบริษัทประกัน กลับกลายเป็นว่า บริษัทประกันได้ให้ผู้เอาประกันกลับไปขอผลตรวจ RT-PCR จากโรงพยาบาลมายื่นและยืนยัน ทั้งที่คปภ.ได้กำหนดให้ใช้ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งใบรับรองแพทย์และผลตรวจRT-PCR ซึ่งลักษณะเช่นนี้คปภ.พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการดึงเรื่องในการจ่ายค่าสินไหมให้กับผู้เอาประกันอย่างชัดเจน ซึ่งเข้าข่ายโทษประวิงจ่ายสินไหม โดยเร็วๆ นี้คงจะมีการนำเสนอเข้าคณะกรรมการพิจารณาเพื่อลงโทษปรับฐานประวิงการจ่ายสินไหมตามมา

       อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 26 ส.ค.64 ที่ผ่านมา เลขาฯคปภ.ได้มีการนัดประชุมทางออนไลน์ร่วมกับบริษัทประกันวินาศภัยต่างๆ ระหว่างเวลา 15.30 น.-17.30 น.เป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งสาระสำคัญได้มีการพูดคุยในเรื่องของงบการเงินที่ค่อนข้างเสียเวลานานมาก โดยเฉพาะการร้องขอบริษัท ประกันฯส่วนใหญ่ที่อยากให้ภาครัฐได้ช่วยในเรื่องของการพิจารณาผ่อนผันการใช้กฎเหล็กในการพิจารณาคาร์เรโช โดยมีการเสนอให้แยกคาร์เรโชก่อนโควิด และคาร์เรโชหลังโควิด เพื่อจะได้ช่วยพยุงฐานะเงินกองทุนบริษัทประกันที่ประสบปัญหากับสถานการณ์จ่ายค่าสินไหมโควิด-19 ในเวลานี้ แต่ประเด็นสำคัญหากจะใช้เกณฑ์การช่วยเหลือเหมือนกรณีน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 คงไม่ได้ โดยค่าสินไหมน้ำท่วมขณะนั้นยังมีระยะเวลากว่าจะประเมินตัวเลข และกว่าจะใช้เวลาจ่ายได้ก็เป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปีได้ แต่กรณีสินไหมประกันโควิดนั้น มันต้องรวดเร็ว แค่มีใบรับรองแพทย์หรือผลตรวจ RT-PCR ยืนยัน ก็จ่ายได้แล้ว ซึ่งที่ประชุมไม่มีข้อสรุป เรื่องนี้ โดยเลขาฯคปภ.ระบุว่า เรื่องบางเรื่องมีความจำเป็นและเกี่ยวข้องการเสนอแก้ไข และต้องผ่านความเห็นชอบจากบอรด์คปภ. โดยเลขาฯคปภ.ได้แจ้งต่อที่ประชุมแต่เพียงว่า เดี๋ยวคงให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อพิจารณาดูแลเรื่องนี้เพื่อหาทางออกในประเด็นนี้อีกที

       ขณะที่เรื่องของการเสนอขอให้ทางคปภ.เลื่อนการบังคับใช้ประกันสุขภาพมาตรฐานใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 พ.ย.นี้ออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากขณะนี้บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยไม่มีความพร้อม อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 เป็นปัญหาอุปสรรคนั้น ทั้งนี้ปรากฏว่า ที่ประชุมโดยทางเลขาฯคปภ.ได้ตอบว่า คปภ.มีทางออกในเรื่องนี้แล้ว และน่าจะพอใจทุกฝ่าย เดี๋ยวจะแจ้งกลับไปยังภาคธุรกิจอีกที พร้อมกันนี้ในส่วนของ Hospitel ก็จะให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาร่วมกันระหว่างคปภ.และภาคเอกชนว่าจะหาทางออกอย่างไรได้บ้าง สำหรับกรณีค่ารักษา Hospitel ที่บริษัทประกันถูกชาร์ทในปัจจุบันค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายและค่าสินไหมของการประกันโควิดค่อนข้างสูงมาก โดย Hospitel ของรพ.เอกชนมีค่าเฉลี่ยรักษาตกอยู่ที่หัวละ 3 แสนบาท

       รายงานข่าว ยังระบุว่า นอกเหนือจากการพูดคุยในเรื่องดังกล่าวแล้ว ทางเลขาฯคปภ.ยังได้พูดถึงกรณีการจัดงานเรื่องไทยแลนด์ อินชัวเทค แฟร์ 2021 ที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ว่า จะให้บริษัทมีส่วนลดสำหรับผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ในงาน 5 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกันนี้เลขาฯคปภ.ยังได้ขอให้ บริษัทประกันเป็นผู้นำในการจัดหาวัคซีนเพื่อมาช่วยฉีดสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่คนพิการที่เข้าไม่ถึงวัคซีนโควิด