แหล่งข่าวจากแวดวงประกันภัย เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้ทางบริษัทประกันวินาศภัยหลายแห่งที่ขายประกันโควิดในรูปแบบเจอจ่ายจบ คงจะทำเรื่องเสนอเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)โดยผ่านสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อขอความช่วยเหลือจากสำนักงานคปภ.ให้ผ่อนผันกฎกติกาเพื่อช่วยคลี่คลายวิกฤติการณ์ให้กับบริษัทประกันอันเนื่องจากได้รับผลกระทบจากมหันตภัยระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นช่วงเวลาระยะหนึ่ง ซึ่งบริษัทประกันฯจะขอให้ผ่อนผันนั้นจะเป็นกฎระเบียบกติกาของคปภ.ที่มีผลบังคับใช้อยู่ปัจจุบัน และมีผลกระทบในทางปฏิบัติระหว่างคปภ.และบริษัทประกันเท่านั้น แต่กฎกติกาอะไรที่กระทบประชาชน อย่างเช่นการจ่ายสินไหม ทางบริษัทประกันคงจะไม่เข้าไปแตะ เพราะไม่ได้ต้องการให้ทางคปภ.ช่วยผ่อนผันในเรื่องของกติกาการจ่ายสินไหม ซึ่งบริษัทพร้อมจ่ายสินไหมอย่างไม่มีปัญหาแต่อย่างใดในจุดนี้

       ทั้งนี้ประเด็นที่จะนำเสนอผ่านสมาคมประกันฯให้เลขาฯคปภ.พิจารณาคงจะมี 2-3 ประเด็นด้วยกัน ได้แก่ประเด็นแรก คือ ปัญหาของการระบาดเชื้อโควิด ปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งพอเกิดการเรียกร้องค่าสินไหมหรือเคลมเกิดขึ้นจำนวนมากๆ ขึ้น ก็ส่งผลต่อการประเมินฐานเงินกองทุนตามมา สืบเนื่องจากกรมธรรม์ประกันโควิดเจอจ่ายจบตามหลักการแล้วเมื่อเกิดเคลมและมีการจ่ายสินไหมไปแล้ว มันก็สมควรจะสิ้นสุดสำหรับภาระผูกพันบริษัทประกันกับลูกค้าที่เคลมประกันเจอจ่ายจบ ซึ่งแทนที่บริษัทที่รับประกันจะถูกนำเบี้ยที่ถือเป็นรายได้ของบริษัทมาคิดทั้งหมด 24 ส่วนเลย แต่คปภ.กลับใช้เกณฑ์ของการประเมินเบี้ยประกันที่ถือเป็นรายได้ในลักษณะเดียวกับการรับประกันรถยนต์ที่ใช้ระบบคำนวณในระบบ 1 ส่วน 24(ONE TWENTY FOURTH)มาใช้ ซึ่งหมายถึงหากบริษัทประกันรับเบี้ยจากลูกค้ามา 24 บาท จะมีสิทธิจะนำเงินมาใช้ได้ 1 บาท อีก 23 บาทจะถูกทยอยคำนวณเป็นรายได้หรือมีผลนำเบี้ยมาใช้ได้จนครบใน 364 วันที่เหลือ

       ทั้งนี้ถ้าหากคปภ.อนุญาตให้นำเบี้ยทั้งหมดมาประเมินเป็นรายได้ตั้งแต่เริ่มต้น ก็จะช่วยให้บริษัทประกันที่รับประกันโควิดเจอจ่ายจบเหล่านั้นมีสถานะการเงินในทางบัญชีที่มั่นคงขึ้น เพราะทั้งนี้ต้องอย่าลืมว่า ประกันโควิดเจอจ่ายจบเมื่อเกิดเหตุและมีการจ่ายให้ลูกค้าไปแล้ว ก็ถือว่า สิ้นสุดความคุ้มครองหรือมีผลกรมธรรม์ฉบับนั้นไปปริยายอยู่แล้ว จึงไม่ควรจะต้องเอาเบี้ยมาเข้าสู่การประเมินรายได้ในระบบ 1 ส่วน 24 อีก ซึ่งมันไม่เหมือนกรณีประกันรถยนต์เมื่อเกิดการเคลมไปแล้วครั้งนั้น ในรอบปีที่กรมธรรม์ประกันรถยนต์นั้นยังมีผลคุ้มครองอยู่ยังมีภาระผูกพันหรือลูกค้าเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนยังสามารถเรียกร้องเคลมได้อีกจนกว่าจบครบปี

       สำหรับประเด็นที่สองเป็นเรื่องของกองทุนที่บริษัทต้องจัดสรรตามระบบ RBC ซึ่งอยากเรียกร้องให้คปภ.อนุญาตให้บริษัทประกันสามารถดำเนินการได้ในลักษณะเดียวกับตอนสมัยน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 54 ที่มีการแยกกองทุนของกรมธรรม์คุ้มครองภัยน้ำท่วมออกมาจากกองทุนการรับประกันประเภทอื่นๆ ออกจากกัน ซึ่งจะทำให้บริษัทไม่มีปัญหา CAR RATIO โดยอาจจะผ่อนผันให้ชั่วระยะเวลาหนึ่งไปก่อน พอถึงกลางปีหน้าหรือปี 65 สถานการณ์การระบาดโควิดคลี่คลาย กรมธรรม์ประกันโควิดเจอจ่ายจบที่รับประกันกันไว้หมดอายุลงแล้ว ก็สิ้นผลปริยาย ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่า ประกันโควิดแบบ เจอจ่ายจบก็ไม่มีใครรับกันอยู่แล้วในตลาด

       “ตอนนี้ต้องยอมรับบริษัทที่รับประกันโควิดเจอจ่ายจบ ได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะสินไหมที่จ่ายทะลัก จากยอดผู้ติดเชื้อรายวันที่สูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน มันทำให้เบี้ยประกันที่รับมาไม่พอ ยิ่งมามีผลเทคนิคทางบัญชีก็ยิ่งทำให้บริษัทประกันเหล่านี้ลำบาก คปภ.ควรผ่อนปรนเพื่อให้บริษัทได้มีเวลาในการปรับตัวและประเมินสถานการณ์ รวมไปถึงการทำความเข้าใจกับผู้ถือหุ้น ซึ่งบางบริษัทอาจจะต้องทำการเพิ่มทุน เพื่อรองรับกับความมั่นคงของบริษัทต่อไป ซึ่งทางคปภ.ควรจะต้องใจกว้าง เหมือนทางแบงก์ชาติที่ยอมผ่อนปรนให้แบงก์พาณิชย์ไม่ต้องเอาลูกหนี้เอ็นพีแอลมาตั้งสำรองเป็นการชั่วคราว ทั้งที่ปกติต้องมาตั้งสำรองหนี้สูญ ซึ่งทางบริษัทประกันฯก็อยากจะเรียกร้องให้ทางคปภ.ผ่อนผันหลักเกณฑ์จุดนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นบริษัทประกันฯหลายแห่งก็คงจะประสบปัญหาสั่นคลอนตามมาได้”แหล่งข่าวรายนี้กล่าว