ตามที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ได้ออกคำสั่งอนุโลมให้ผู้เอาประกันชีวิตที่ป่วยเป็นโรคโควิด สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลและเงินชดเชยรายได้ หากแยกกักตัวที่บ้านหรือชุมชน ถ้าได้ซื้อสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยในและค่าชดเชยรายได้นั้น

       นายบรรยง วิทยวีรศักดิ์ อดีตนายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน ได้แสดงความเห็นต่อกรณีนี้ว่า “แรกเริ่มที่มีคำสั่งออกมา มีเนื้อหาในเชิงว่า ผู้เอาประกันที่จะเบิกค่าชดเชยรายวันได้นั้น ต้องมีความจำเป็นทางการแพทย์ให้พักรักษาตัวในรพ.(admit) แต่เนื่องจากยังหาสถานพยาบาลไม่ได้ จึงอนุโลมให้เบิกค่าชดเชยรายวันไปก่อนระหว่างรอเตียง”

       แต่ต่อมาทางคปภ. โดย ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ ได้ออกรายละเอียดไขข้อสงสัย เกี่ยวกับคำสั่งนายทะเบียน กรณีการรักษาแบบ Home Isolation หรือแบบ Community Isolation โดยมีเนื้อหาทำนองว่า การเบิกเงินชดเชยรายได้นี้ให้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ในการเขียนใบเรียกร้องสินไหมหรือใบเคลม หากแพทย์เห็นสมควรให้ผู้ป่วยแยกกักตัว ถึงแม้จะยังไม่มีอาการ แต่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการรุนแรงขึ้น แต่ไม่มีสถานพยาบาลรองรับ ก็ให้เบิกค่าชดเชยรายวันได้

       ดังข้อความในไขข้อสงสัย โดยท่านเลขาธิการ ที่ระบุว่า “ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ป่วยมีความจำเป็นทางการแพทย์ ที่ต้องรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาล เช่น เป็นผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการ แต่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการรุนแรงขึ้น แต่ไม่มีสถานพยาบาลรองรับ เป็นต้น ซึ่งแม้ ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แต่มีความจำเป็นทางการแพทย์ที่ต้องรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาล ก็มีสิทธิได้รับค่าชดเชยรายวัน ซึ่งคำสั่งนี้ได้เปิดช่องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย กรณีมีความจำเป็นทางการแพทย์ที่ต้องรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาลได้ด้วย” ตัวแทนประกันชีวิต ในฐานะด่านหน้าที่ต้องไปทำความเข้าใจกับลูกค้าว่า ในกรณีที่แพทย์ผู้รักษาเขียนในใบเคลมหรือใบรับรองแพทย์ว่า “ผู้เอาประกันชีวิตเป็นผู้ป่วยติดเชื้อโควิด สมควรแยกกักตัว 14 วัน” โดยไม่มีรายละเอียดมากกว่านี้ จะสามารถเบิกค่าชดเชยรายวันได้หรือไม่ หรือถ้าจะให้เบิกเงินชดเชยรายได้ได้ ต้องเขียนอย่างไร ขนาดไหน ซึ่งต้องเข้าใจว่า แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยแบบกักตัวนั้น ไม่ได้ดูแลใกล้ชิดเหมือนผู้ป่วยในโรงพยาบาล ใช้วิธีคุยกันทาง Line Video Call หรือโทรศัพท์ จึงไม่มีเวลามากพอที่จะตรวจได้อย่างละเอียด อีกทั้งการเขียนใบเคลม เนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนมาก แพทย์อาจจะใช้ ข้อความสั้นๆ หรือข้อความซ้ำๆ เพื่อสะดวกในการออกใบรับรองแพทย์หรือเขียนใบเคลม จึงสงสัยว่าบริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินชดเชยรายวันให้ทุกราย และเต็มจำนวนวันที่แพทย์ระบุหรือไม่ หากไม่ได้ตามนั้น ตัวแทนประกันชีวิตก็จะถูกลูกค้าต่อว่า หรือบางรายถึงกับยกเลิกกรมธรรม์ด้วยเหตุผลว่าบริษัทคดโกง ครั้นจะนำใบเคลมหรือใบรับรองแพทย์นี้ไปให้แพทย์กรอกเพิ่มเติม เชื่อว่าจะเกิดความยุ่งยากมากมาย แพทย์อาจปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ เนื่องจากมีคนไข้ต้องดูแลมากอยู่แล้ว อีกทั้งอาจมีความรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่ภารกิจหลักที่ต้องทำ ขอใช้เวลาในการดูแลคนไข้ดีกว่า ดังนั้น ตัวแทนประกันชีวิตจึงขอความชัดเจนในประเด็นเหล่านี้ เพื่อนำไปทำความเข้าใจกับผู้เอาประกัน ก่อนที่เขาจะแจ้งให้แพทย์เขียนใบเคลมได้ถูกต้อง

       “จึงขอเสนอให้สำนักงานคปภ.เรียกผู้แทนจากสมาคมประกันชีวิตไทยเข้าหารือ เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้ให้ชัดเจน เพราะสำนักงานคปภ.หรือบริษัทประกันชีวิต คงไม่สามารถเรียกแพทย์ผู้รักษาทั้งหมดมาทำความเข้าใจได้ จึงต้องเตรียมรับกับคลื่นความคลุมเครือของการเรียกร้องสินไหมที่จะเกิดขึ้น มิฉะนั้น จะทำให้สังคมขาดความเข้าใจ และนำไปสู่การขาดความเชื่อถือต่อธุรกิจประกันชีวิตในอนาคตได้” นายบรรยงกล่าว “ใครที่ไม่ได้เป็นตัวแทนประกันชีวิต ซึ่งต้องอยู่กึ่งกลางระหว่างบริษัทและลูกค้านั้น จะไม่เข้าใจว่าเรื่องเหล่านี้มีความละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะในเวลาที่ลูกค้าเจ็บป่วย ต้องการกำลังใจและความเข้าใจจากคนรอบข้าง ตัวแทนจึงต้องชัดเจนและสามารถอธิบายลูกค้าได้”