นายกส.วินาศภัยเผยความคุ้มครองใหม่ประกันรถจ่ายศพละล้าน ส่งผลธุรกิจวินาศภัยแบกสินไหมเพิ่มปีละ 2พัน-3พันล้าน จวก”อู่ห้าง” ต้นเหตุประกันรถยนต์ขาดทุนทุกยี่ห้อ Loss สูงปรี๊ดกว่า 70% ผลพวงค่าซ่อม ค่าอะไหล่ขึ้นทุกปี 6-7% ย้ำประกันต้องคุยดีลเลอร์แก้ปัญหาด่วน! เพราะถ้าจะให้เบี้ยคุ้มค่าซ่อมต้องขึ้นราคา 7-8% กระทบผู้บริโภคเดือนร้อนแน่

       นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า การปรับปรุงและเพิ่มความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับและภาคสมัครใจกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพถาวรจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากเดิมไม่ต่ำกว่า 6 แสนบาท เป็นรวมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งจะมีผลบังคับวันที่ 1 เมษายน 2563 เป็นค่าสินไหมทดแทนประมาณ 2,000 — 3,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดสินไหมทดแทนที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้

       แต่ในทางกลับกัน เมื่อสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น บริษัทประกันภัยต้องปรับเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นให้สอดรับกัน อย่างน้อยต้องมีเบี้ยประกันภัยประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาทเพิ่มเข้ามาในระบบซึ่งทำให้อุตสาหกรรมประกันวินาศภัยเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5% ในปี 2563 เทียบกับอัตราการขยายตัวของจีดีพีที่ 2.7-3.7%


       อย่างไรก็ดี สาเหตุที่ทำให้บริษัทประกันภัยที่รับประกันภัยรถยนต์ต้องปรับเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นนอกจากการเพิ่มความคุ้มครองดังกล่าวแล้ว ยังมาจากผลขาดทุนจากการรับประกันภัยรถยนต์โดยเฉพาะรถซ่อมอู่ห้างหรือดีลเลอร์รถยนต์ซึ่งก่อปัญหาให้กับธุรกิจประกันภัยรถยนต์มากที่สุด เนื่องจากอัตราสินไหมทดแทน(Loss Ratio) สูง โดยข้อมูลใน 3 ไตรมาสปี 2562 ประกันภัยรถยนต์มี Loss Ratio อยู่ที่ 66.6% แต่เป็นตัวเลขภาพรวม ถ้าเป็น Loss Ratio เฉพาะอู่ห้างสูงกว่าอยู่ที่ประมาณ 70% เศษ ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้อุตสาหกรรมประกันภัยขาดทุนมากเนื่องจากค่าซ่อม ค่าอะไหล่ปรับเพิ่มขึ้นทุกปี 6-7% ในขณะที่เบี้ยประกันภัยไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้เพราะดีลเลอร์เป็นผู้กำหนดเบี้ยประกันภัย


       “รถที่เราขายอู่ห้าง เท่าที่ดูผลการรับประกันภัยขาดทุนทุกยี่ห้อ Loss 70% กว่า ในขณะที่อู่ทั่วไปอยู่ที่ 60% ต้นๆ เอากำไรอู่ธรรมดามาจ่ายอู่ห้างอยู่ ซึ่งไม่มีเหตุผลที่บริษัทประกันภัยควรจะมาขาดทุนอย่างนี้ ควรจะต้องปรับเบี้ยประกันภัยให้เหมาะสมกับค่าซ่อม ถ้าคิดว่าเบี้ยจะแพงเกินไป ดีลเลอร์รถยนต์ก็ต้องหยุดขึ้นค่าซ่อม ค่าอะไหล่ ไม่งั้นอาจจะหาบริษัทประกันภัยมารองรับเบี้ยประกันภัยอู่ห้างไม่ได้ ไม่ใช่บอกว่าขายเบี้ยแพง ขาดทุนให้ขึ้นเบี้ย ไม่ใช่ เดี๋ยวจะเกิดคำถามว่าทำไมธุรกิจประกันวินาศภัยขาดทุนแล้วยังจะไปเพิ่มความคุ้มครองอีกทำไม ประกันภัยควรมีหน้าที่รับใช้สังคม ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อเอาค่าเบี้ยประกันมาจ่ายค่าซ่อม ค่าอะไหล่อย่างเดียว ต้องดูแลสวัสดิการคนในประเทศด้วยเรื่องคนเจ็บ คนตาย ให้เหมาะสม ทุกบริษัทต้องไปจัดว่าขาดทุนตรงไหน ก็ไปปรับเบี้ยตรงนั้น แต่ความคุ้มครองตรงไหนที่ควรจะต้องเพิ่มก็ต้องเพิ่ม ถ้างั้นคนไทยจะไม่ได้ประโยชน์จากการประกันภัยรถยนต์ ได้แต่ค่าซ่อม ค่าอะไหล่คืน


       ถามว่าต้องปรับเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ นายอานนท์กล่าวว่า จริงๆ ในภาพรวมปรับเบี้ยประกันภัยรถยนต์เพิ่มขึ้นประมาณ 3-4% ก็พออยู่ได้สามารถรองรับความคุ้มครองที่ปรับเพิ่มขึ้นได้ แต่ในตอนนี้จะบอกว่าขาดทุนเท่าไหร่ปรับเบี้ยประกันภัยเท่านั้น ไม่ได้เพราะขาดทุนอยู่ในบางตัว ในขณะที่บางตัวมีกำไรอยู่ ถ้าไปขึ้นเบี้ยประกันภัยคนดีซึ่งไม่เกี่ยวข้องด้วยก็ไม่ยุติธรรมกับเขา ก็ต้องไปดู ตรงไหน Loss ขาดทุนมาก อย่างอู่ห้างต้องไปคุยกับดีลเลอร์ว่าสามารถปรับเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นได้หรือไม่หรืออู่ห้างจะลดราคาค่าซ่อมลงได้หรือไม่ เพื่อให้ประกันภัยอยู่ได้ เพราะหากยังเป็นอย่างนี้อยู่ ต่อไปอาจจะไม่มีประกันภัยมารองรับการซ่อมอู่ห้างเพราะขาดทุนเยอะก็เป็นได้ ดังนั้น กรณีอู่ห้าง ต้องปรับเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นประมาณ 7-8% ถึงจะรองรับราคาซ่อมที่เพิ่มขึ้นได้

       “จริงๆ ไม่ใช่อู่ห้างจะขึ้นราคาไปได้โดยไม่มีใครมาควบคุม โรงพยาบาลเอกชนขึ้นค่ารักษาพยาบาลมากๆ รัฐบาลยังมาคุมราคา หากค่าซ่อมแพงมาก เบี้ยขาดทุน ประกันภัยก็ต้องขึ้นเบี้ย ถ้าขึ้นเบี้ยแล้วประชาชนเดือดร้อน รัฐบาลต้องมาดูค่าอะไหล่รถแพงเกินสมควรหรือเปล่า แต่ก่อนมีราคากลางก็ใช้ไม่ได้ ถ้าค่าอะไหล่ขึ้น เราคิดเบี้ยประกันภัยแพง ประชาชนเดือดร้อน เรื่องนี้ต้องคุยกัน เบี้ยประกันส่วนใหญ่ดีลเลอร์เป็นคนกำหนดให้เราจะซื้อราคานี้ ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อม ค่าเบี้ยประกันภัยดีลเลอร์กำหนด คำถามคือแล้วประกันภัยกำหนดอะไร เพราะราคาอะไหล่ก็ขึ้นทุกปี