กรุงเทพประกันภัยเกาะติดบิ๊กญี่ปุ่น”โตเกียวมารีน”ควบรวม”ประกันคุ้มภัย”เหตุถ้าควบเสร็จขึ้นเบอร์ 3 แทนทันที “ชัย โสภณพนิช” มั่นใจ ปีนี้กรุงเทพประกันภัยรักษาเก้าอี้ได้ แม้ญี่ปุ่นควบเสร็จ เชื่อคู่แข่งเบี้ยหายเหตุตัวแทนบางส่วนโยกพอร์ตซบค่ายอื่น บวกญี่ปุ่นตัดงานขาดทุน พูดทีเล่นทีจริง”จากเบอร์ 3 มาเบอร์ 4 เราต้องดูเขาหน่อย” ย้ำกรุงเทพประกันภัยไม่มีโปรเจ็คต์ M&A มาร์เก็ตแชร์ 7% ก็ใหญ่แล้ว แต่ไม่ปิดโอกาสหากค่ายอื่นเสนอขาย

      การแย่งชิงอันดับทางการตลาด ( Market Rank) อย่างอุตลุตในธุรกิจประกันวินาศภัยโดยเฉพาะในกลุ่ม 10 บริษัทแรกของตาราง (Top Ten) น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสาเหตุใหญ่ที่ทำให้อันดับในกลุ่ม”ท็อป เทน”เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาจากการควบรวมและซื้อกิจการ( M&A) ที่เกิดขึ้นถี่ขึ้นในช่วงหลังเป็นสำคัญ โดย”บิ๊กดีล”ของวงการที่จะส่งผลให้อันดับทางการตลาดในกลุ่ม”ท็อป เทน”โดยเฉพาะ 5 อันดับแรก( Top Five) เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้งคือดีลระหว่างบริษัท โตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่จะควบรวมกับบริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)

      หากยึดตามสถิติของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ในปี 2560 ซึ่งเป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการที่มีการเปิดเผยออกมา ประกันคุ้มภัยมีเบี้ยประกันภัย 8,985 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 4.1% อยู่อันดับที่ 7 ของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย ในขณะที่โตเกียวมารีนประกันภัย มีเบี้ยประกันภัย 7,805 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 3.6% อยู่อันดับที่ 9 หากควบรวมเหลือบริษัทเดียวจะมีเบี้ยประกันภัยรวมกัน 16,790 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 7.7% ขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่ 3 แทนที่บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด(มหาชน) ทันที

      สยามอินชัวร์ นิวส์ มีโอกาสถามเรื่องนี้กับนายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการบมจ.กรุงเทพประกันภัย ซึ่งเป็นบริษัทฯที่จะถูกเบียดแย่งตำแหน่งไปต่อหน้าต่อตา เจ้าตัวบอกว่า ถ้าดูจากตัวเลขเบี้ยประกันภัยทั้งในปี 2560และปี 2561 หากโตเกียวมารีนและประกันคุ้มภัยรวมกันจะทำให้มีเบี้ยประกันภัยมากกว่ากรุงเทพประกันภัย ซึ่งหมายถึงจะขึ้นไปอยู่อันดับที่ 3 แทนที่กรุงเทพประกันภัย แต่หากทั้ง 2 บริษัทมารวมกันในปีนี้ เชื่อว่ากรุงเทพประกันภัยจะมีเบี้ยประกันภัยมากกว่ามาจาก 2 สาเหตุ สาเหตุแรก เชื่อว่าจะมีตัวแทนของประกันคุ้มภัยหลายรายที่มองว่าเมื่อบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของใหม่ ทำให้ความผูกพันกับเจ้าของเดิมที่เคยมีอยู่หมดไป ก็อาจจะย้ายไปอยู่บริษัทอื่นก็เป็นไปได้ ทำให้เบี้ยประกันภัยบางส่วนหายไป อีกสาเหตุหนึ่งเมื่อควบรวมกันแล้ว ทางบริษัทประกันภัยของญี่ปุ่นอาจจะตัดงานบางอย่างที่ขาดทุนของประกันคุ้มภัยออก ซึ่งจะทำให้เบี้ยประกันภัยลดลงด้วย

สาเหตุที่ทางบริษัทประกันภัยของญี่ปุ่นเข้าไปซื้อประกันคุ้มภัย ผมคิดว่าเขาต้องการเครือข่าย สาขาของประกันคุ้มภัย ทางบริษัทประกันภัยของญี่ปุ่นพยายามจะขยายธุรกิจประกันภัยรายย่อยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ จำเป็นจะต้องมีสาขาช่วยบริการลูกค้า ทำให้เขาสนใจประกันคุ้มภัย แต่พอร์ตฟอริโอบางอย่างของประกันคุ้มภัยก็ขาดทุน ญี่ปุ่นอาจจะไม่เอาเพราะถือว่าไม่คุ้ม "

นายชัยกล่าวว่า ดูจากฐานเบี้ยประกันภัยของทั้ง 2 บริษัทในปี 2560-2561 เมื่อรวมกันแล้วมากกว่ากรุงเทพประกันภัยประมาณ 1,200-1,300 ล้านบาท หรือประมาณ 10% โดยกรุงเทพประกันภัยมีเบี้ยประกันภัยประมาณ 15,000 กว่าล้านบาท ส่วนทั้ง 2 บริษัทบวกกันแล้วประมาณ 16,000 กว่าล้านบาท แต่เนื่องจากปี 2561 เขายังไม่ควบรวมสมบูรณ์อย่างเป็นทางการหรือหมายถึงยังไม่ Offically Merge บัญชียังไม่รวมกัน ฉะนั้นสิ้นปี 2562 ซึ่งทั้ง 2 บริษัทจะทำบัญชีร่วมด้วยกัน ตนเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น กรุงเทพประกันภัยจะมีเบี้ยประกันภัยมากกว่าจากสาเหตุที่บอกไป

เราก็ติดตามเขาตลอด เพราะจากเบอร์ 3 ลงมาเหลือเบอร์ 4 เราก็ต้องดูหน่อย

ในปี 2562 กรุงเทพประกันภัยตั้งเป้าหมายเติบโต 15 % หรือคิดเป็นเบี้ยประกันภัยรับรวม 20,000 ล้านบาท เทียบกับในปี 2561 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 17,326.2 ล้านบาท เติบโต 8.7%

            ชี้คปภ.หนุนควบรวมเดินถูกทาง

            ย้ำกรุงเทพฯไม่มีแผน M&A แชร์ 7% ใหญ่แล้ว

      ถามถึงประเด็น M&A ซึ่งในปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) มีนโยบายชัดเจนจะส่งเสริมบริษัทประกันภัยควบรวมกิจการมากขึ้นโดยจะออกแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องมารองรับซึ่งจะเอื้อให้การควบรวมกิจการง่ายขึ้นนั้น นายชัยกล่าวว่า อย่างที่ตนให้ความเห็นมาตลอดว่า ปัจจุบัน อุตสาหกรรมประกันวินาศภัยในประเทศไทยมีบริษัทประกันวินาศภัยอยู่ 60 บริษัท ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินไป ที่สำคัญบริษัทส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและบริษัทขนาดเล็ก ไม่สามารถแข่งขันหรือต่อสู้ด้านราคาเบี้ยประกันภัยกับบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าได้เนื่องจากมีต้นทุนในการประกอบธุรกิจสูงกว่า ดังนั้นการอยู่ในธุรกิจจึงเป็นไปได้ยาก

      สำหรับกรุงเทพประกันภัย นายชัยตอกย้ำว่า ไม่มีโครงการซื้อบริษัทประกันภัยอื่น แต่ถ้ามีบริษัทอื่นมาเสนอขายหรือควบรวมก็ไม่ปิดโอกาส ซึ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาของบริษัทฯต้องดูว่างานที่บริษัทนั้นๆ รับอยู่เป็นงานในเครือข่ายของเขาหรือในกลุ่มของเขาหรือไม่ หากเป็นงานในเครือข่ายของเขา กรุงเทพประกันภัยก็สนใจเพราะาไม่สามารถเข้าไปแย่งได้ แต่ถ้างานส่วนใหญ่มาจากนายหน้าหรือมาจากตัวแทน กรุงเทพประกันภัยก็ไม่ค่อยสนใจเพราะเป็นตลาดที่บริษัทฯสามารถจะเข้าไปได้เหมือนกัน ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทประกันวินาศภัยมาเสนอขายให้ 2-3 บริษัท แต่กรุงเทพประกันภัยไม่ได้สนใจเพราะงานมาจากตัวแทนและนายหน้า

       “อีกอย่างตอนนี้เรามีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 7% เราคิดว่าใหญ่พอสมควรอยู่แล้ว